แนะนำ TM ฟรี

เลือกเมืองอื่น

When stress becomes too much …

ถ้าความเครียดที่เกิดอย่างต่อเนื่องจนคุณรู้สึกสิ้นหวังและดูเหมือนจะหมดพลังอย่างสิ้นเชิง นั่นคือสภาวะที่คุณกำลังเข้าสู่สภาวะหมดไฟ (Burnout) ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงที่จะทำสิ่งต่างๆ ความรู้สึกไม่เป็นสุข และต้องปล่อยวางสิ่งต่างๆโดยมีสาเหตุมาจากสภาวะหมดไฟ สามารถคุกคามงานของคุณ ความสัมพันธ์ของคุณ และสุขภาพของคุณสภาวะหมดไฟ ไม่เหมือนอาการของไข้หวัดใหญ่ มันจะไม่ไปไหนหลังจากหลายสัปดาห์ผ่านไป ถ้าคุณไม่ทำการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในชีวิตของคุณ ด้วยการตระหนักรู้ล่วงหน้าถึงสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้น ซึ่งคุณสามารถที่จะเตรียมรับมือเพื่อป้องกันสภาวะหมดไฟ หรือถ้าคุณได้ก้าวไปถึงจุดแตกหักแล้ว จะมีอยู่หลายสิ่งที่คุณสามารถฟื้นฟูความสมดุลย์ของคุณ และเริ่มที่จะรู้สึกถึงผลบวกและเกิดความหวังขึ้นอีกครั้ง

ความเครียดสามารถส่งผลด้านลบได้อย่างไร?

เพื่อที่จะเข้าใจว่าเราสามารถป้องกันหรือลดสภาวะหมดสภาพได้อย่างไร เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าความเครียดมีอิทธิพลต่อเราได้อย่างไร และมันส่งผลทางด้านลบ และผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพและความสุขโดยรวมของเรา

ลองจินตนาการดูว่าเราทุกคนมีกระเป๋าสะพายหลังอยู่หนึ่งใบ เราดำเนินชีวิตของเรา และมีประสบการณ์จากโลกรอบๆตัวเรา และหากเรามีประสบการณ์ที่มาก อย่างท่วมท้น เราสามารถคิดเทียบเคียงเหมือนว่า มีการเพิ่มก้อนหินใส่เข้าไปในกระเป๋าสะพายหลังของเราใบนั้น ส่วนในเวลากลางคืนที่เราได้นอนหลับ และด้วยการพักผ่อนนั้นได้ปรับสมดุลย์กับกิจกรรมของวัน และยอมให้เรานำก้อนหินออกจากกระเป๋าสะพายของเรา ความเครียดที่เราสะสมเข้ามาในระหว่างวัน และความเครียดนั้นเราสามารถขจัดมันออกไปในตอนกลางคืน ที่คาดว่ามันสมดุลย์กัน และทำให้กระเป๋าสะพายของเรายังคงเบาสบาย

แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อชีวิตของเราขาดสมดุลย์ และทำให้เราต้องเติมก้อนหินจำนวนมากในระหว่างวัน โดยที่เราไม่สามารถลดจำนวนก้อนหินทั้งหมดเหล่านั้นออกไปในตอนกลางคืน และมีก้อนหินจำนวนหนึ่งคงค้างอยู่ และหากเรายังคงดำเนินชีวิตต่อไปในสภาพชีวิตที่มีความเครียดสูง วันแล้ววันเล่าผ่านไป เราจะได้เพิ่มจำนวนก้อนหินเข้าไปอีกเป็นจำนวนที่มากกว่าจำนวนก้อนหินที่เราสามารถเอาออกไปได้ตอนกลางคืน และทำให้กระเป๋าสะพายหลังเริ่มหนักมากขึ้นและมากขึ้น และเมื่อกระเป๋าสะพายหลังของเรายิ่งหนักมากขึ้น จะส่งผลให้ความคิดของเรามีความชัดเจนน้อยลง และยิ่งเรามีพลังงานที่น้อยลงไป เราก็จะรู้สึกว่ามีความสุขน้อยลงไปด้วย เป็นต้น และนี่แสดงให้เราเห็นว่าเราจะค่อยๆเกิดสภาวะหมดไฟเพิ่มมากขึ้นได้อย่างไร

6 แนวทางแก้ไข

ตอนนี้เราเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าความเครียดที่มีมากเกินไปก่อให้เกิดสภาวะหมดไฟ เรามาดูกันว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างที่จะหลีกเลี่ยงกระบวนการแบบนี้

อุปมาเรื่องกระเป๋าสะพายหลังแสดงให้เห็นว่าสภาวะหมดไฟ เกิดจากความไม่สมดุลย์ระหว่างความเครียดที่เราซึมซับจากสภาพแวดล้อมของเรา และความเครียดที่เราสามารถขจัดออกไปขณะที่เราพักผ่อน ซึ่งย่อมหมายความว่าการฟื้นฟูความสมดุลย์ให้กลับคืนมา สามารถทำได้โดย:

  • ลดความตึงเครียดจากสภาพแวดล้อมของเรา
  • เพิ่มภูมิต้านทานต่อความตึงเครียด เพื่อให้ความเครียดภายนอกไม่ส่งผลต่อเรามากนัก หรือ
  • พักผ่อนให้มากและลึกซึ้งมากขึ้นเพื่อให้เราสามารถขจัดความเครียดได้มากขึ้นในแต่ละวัน

เราจะนำแนวทางแก้ไขทั้ง 6 ข้อ มาแจกแจงดังต่อไปนี้

1. สุขภาพขั้นพื้นฐาน

ไม่ว่าเรื่องใดๆที่เราสามารถทำเพื่อส่งเสริมสุขภาพขั้นพื้นฐานของร่างกายเรา ย่อมช่วยให้เรามีภูมิต้านทานต่อความเครียดมากขึ้น ดังนั้นเราควรรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ดื่มน้ำให้มาก ออกกําลังกาย และเข้านอนตรงตามเวลา

2. หาเวลาหยุดพักบ้าง

เป็นการลดความตึงเครียดในสภาพแวดล้อมของคุณ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ดังนั้นให้มั่นใจว่าเราได้หยุดพักในช่วงเวลาของวันและลาพักร้อนระหว่างโครงการใหญ่ๆ

3. เป็นตัวของตัวเอง

การเสแสร้งทำตัวเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวคุณเองอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยและเครียดมาก ดังนั้นคุณควรใช้ชีวิตกับกิจกรรมต่างๆให้มีความสุขและแสดงตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง

4. มองโลกในแง่บวก  

การมองเรื่องต่างๆในชีวิตในแง่บวกย่อมจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น การมองแง่ลบจะทำให้คุณรู้สึกแย่ลง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ คุณควรใส่ใจกับเรื่องดีๆและใช้เวลาของคุณกับคนที่คิดบวกให้มาก

5. หัดพูดคำว่า “ไม่”

เมื่อเราไม่มีความสุขเรามักจะมองออกไปนอกตัวเราเพื่อเติมเต็ม เช่นไปช้อปปิ้งเพื่อหาซื้อของใหม่ๆ หรือพยายามจะเอาใจคนอื่น แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงนั้นความสุขเกิดจากภายในและความรู้สึกดีๆจะเริ่มจากการได้พักอย่างเพียงพอและมีความสมดุลย์ ดังนั้น คุณควรมีความรับผิดชอบต่อความสุขของตัวคุณเอง และกำหนดขอบเขตเพื่อปกป้องให้เกิดสมดุลย์กับตัวคุณ ซึ่งทั้งคุณและทุกๆคนรอบข้างจะได้รับประโยชน์อย่างมาก

6. เรียนปรมัตถ์สมาธิ (เทคนิค TM)

ปรมัตถ์สมาธิหรือ TM เป็นเทคนิคทางจิตที่ง่ายเป็นธรรมชาติและไม่ใช้ความพยายาม ช่วยให้เกิดการพักลึกที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งช่วยให้คุณกำจัดเอาก้อนหินออกไปจากกระเป๋าสะพายหลังของคุณได้ในเวลาอันสั้น และฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วขึ้น ทำให้พื้นฐานของเราแข็งแรงและช่วยให้คุณสามารถดำเนินการแก้ปัญหา ทั้ง 5 ข้อได้ TM ไม่ใช่ศาสนาและไม่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใดๆการใช้ชีวิต ใช้เวลาเพียงครั้งละ 20 นาที 2 ครั้งต่อวัน

ผู้ฝึกจิต TM ได้กล่าวอะไรไว้บ้าง?

ต่อไปนี้เป็นวีดีโอสั้นของคนดังต่างๆเช่น ทอมแฮงค์ เจนนี่เฟอร์ โลเปซ และ เจอรี่ เซนเฟลด์ กล่าวถึงเกี่ยวกับ TM ว่าช่วยพวกเขาจัดการกับสภาวะหมดสภาพ และความเครียดได้อย่างไร:

“TM ทำให้ผมสงบลง ปวดหัวน้อยลงและนอนหลับได้ดีขึ้น”
วิลเลียม เฮก อดีตผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศของอังกฤษ
“TM นำเสนอประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากที่สุดเท่าที่คุณสามารถมีได้ ฉันรู้สึกว่า TM นำฉันไปสู่แหล่งของความเป็นจริงและสร้างความปิติสุขที่อยู่ภายในได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกใดๆเลย”
ฟรานเซสก้า
“ฉันรู้สึกว่าชีวิตเรียบง่ายขึ้นมาก แต่ก่อนฉันไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใคร แต่ตอนนี้ฉันมีจุดยืนของตัวเองแล้ว เรื่องต่างๆจะไม่ทำให้ฉันเสียสมดุลย์อีกต่อไปแล้ว”
โนเอลลา
“TM เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำ ไม่เพียงแตาเป็นการทำสมาธิที่ง่ายที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดด้วย”
คาเมอรอน ไดแอส

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสภาวะหมดไฟกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

เกี่ยวกับเรื่องสภาวะหมดไฟนั้น  โค้ช นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ทั่วโลกต่างแนะนำเทคนิค TM ให้กับคนไข้ของเขา เพื่อช่วยให้พวกเขาได้รับการฟื้นฟูจากกระบวนการปรับสมดุลย์

“ในอดีต ฉันเคยประสบกับสภาวะหมดไฟ และมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงและได้พยายามรักษาหลากหลายวิธี แต่เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันได้เรียนTM และพบว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการนำความสุขกลับคืนมาและทำให้เกิดความสงบในจิตใจได้อีกครั้ง ฉันจึงแนะนำเทคนิคTM ให้กับทุกคนที่มารับคำปรึกษาเรื่องสภาวะหมดไฟ จากฉัน”
วิลเลมมิน แวน ดอมเมลิน ที่ปรึกษาเกี่ยวกับสภาวะหมดไฟ
“ไม่มีเทคนิคการจัดการความเครียดแบบใดเลย ที่มีงานวิจัยจำนวนมากและเป็นข้อมูลที่ชัดเจนมากเท่ากับของ TM ในการสนับสนุนการสร้างสภาวะจิตที่สงบเพื่อลดความเครียด”
ดร. นอร์แมน โรเซนธาล จิตแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับTM ที่ตีพิมพ์ไว้มากถึง 350 ผลงาน ซึ่งเราไม่สามารถแจกแจงให้เห็นได้ทั้งหมด เราเพียงขอนำเสนอบางเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญไว้ดังนี้

1. การพักลึก

เทคนิคนี้ทำให้เกิดการพักลึกอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาวะสมดุลย์

กราฟนี้ได้จากงานวิจัยของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ช่วงระหว่างการฝึก TM ร่างกายกลับคืนสู่สภาวะการพักลึกเกือบในทันที ในขณะที่การนอนหลับปกติ ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะเข้าสู่การพักลึก (สภาวะการพักจะวัดจากเปอร์เซ็นต์การลดลงของการใช้ออกซิเจน)  อ้างอิง Science 27 Vol. 167 no. 3926 pp. 1751-1754

ปัจจุบันมีงานวิจัยมากกว่า 30 ผลงานทั่วโลก ยืนยันถึงสภาวะการพักลึกในระหว่างการฝึกจิต TM อ้างอิง. American Psychologist, 1987, 42: 879-881.

2. สภาวะหมดไฟ (Burnout)

งานวิจัยข้างล่างนี้ จัดทำขึ้นพิเศษเพื่อใช้วัดผลของการฝึกTM ในการขจัดสภาวะหมดไฟ ของครูในโรงเรียนต่างๆ

งานวิจัยนี้เป็นแบบทดลองสุ่มตัวอย่างกลุ่มควบคุม (เป็นการออกแบบงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงสุด) โดยมีคณะครูทั้งหมด 78 คน งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงของสภาวะหมดไฟอย่างมีนัยยะสำคัญ จนถึงระดับที่อัตราการลาออกของครูลดลงเกือบเป็นศูนย์ และยังแสดงถึงการลดลงของความอ่อนเพลียและลดระดับของการรับความเครียด พร้อมกับการฟื้นตัว
จากความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น อ้างอิง. Education 131:556-564,2011.

คุณมีเวลา 90 นาที ที่จะค้นพบว่าทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าเทคนิคหนึ่งที่ง่ายสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์มากมายได้อย่างไร เพียงลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมกับการสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่จัดขึ้นในทุกประเทศ เพียงให้รายละเอียดในแบบฟอร์มด้านล่าง หรือเลือกเมืองที่ใกล้ที่สุดบนแผนที่ด้านล่างนี้ คุณก็จะสามารถ:

      • พบกับครู TM ที่ผ่านเกณฑ์
      • เรียนรู้ผลประโยชน์ทั้งหมดจาก 20 นาที สองครั้งต่อวันในการปฏิบัติเทคนิค TM สามารถให้สภาวะการพักลึก ขจัดความเครียด ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง ปรับปรุงความสัมพันธ์ เป็นต้น
      • ถามคำถามใดๆที่คุณมี
      • กำหนดตารางการเรียนคอร์ส TM

ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมสัมมนาการบรรยายเบื้องต้น
ฟรีโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ